ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมาสเตอร์แชมป์ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในปีใหม่นี้ครับ
_/\_ คุณทำให้โลกของผมมีสีสัน โดยไม่ต้องไปพึ่งยาอีก ผมไม่ใช่อาร์ตติส และคิดว่าเอาไม่อยู่
คือพรุ่งนี้ผมจะมีพรีเซนต์ผลงานการฝึกงานฮะ ผมเลยตั้งใจจะเข้านอนให้ไว
แต่ด้วยเวลานอนถูกเร่งให้ไว เลยนอนไม่หลับ ต้องมีตัวช่วย
นั่นคือการอ่านหนังสือ และหนังสือที่เผอิญหยิบมา ดันติดเอาไดอารี่มาด้วย
แทนที่จะได้นอน ผมอ่านมันยาว และเลยเวลาควรนอนมาสามช่วงเหว
อ่าน ๆ ๆ จนเสี้ยนแล้วต้องมาเขียนบล็อก เพราะทนขำไม่ไหวกับสำนวนตัวเองในวันวาน
ปกหนังของไดอารี่ร่อนเป็นขุย ๆ สีำดำเต็มเตียง
เวลาทำให้สภาพมันชรามาก
ถ้าเป็นคนแก่ นี่มึงก็เสียบสายยางทางจมูกนอนฟอกปอดแฟ่ด ๆ ละ
มันเป็นไดอารี่ที่ผมเขียนตอนปี 2004 ก็คือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
นับว่านานมาก เลยเปิดดูเพื่อดูตัวเองในอดีต
มันเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แต่เราลืมไปแล้ว
ผมเ้ป็นคนรักการเขียนตั้งแต่เรียน ปวช 1
ชอบอ่านคอลัมน์เกมต่าง ๆ แล้วฝึกเีีขียน
แต่สำนวนเหี้ยมาก ปัญญาอ่อนผิดวัยวุฒิอย่างไม่น่าให้อภัย
คำที่ใช้ยังเป็นศัพท์เด็กเกรียนเล่นเกม
เช่น หัวเราะ อุอุอุ อิอิอิ เ้หอ ๆ หึ ๆ
มีคำติดปากคือ สดจัด ไปสดแร็คหนึ่งดอก
อ่านแล้วขำตัวเอง
เรื่องที่ผมนึกถึงแล้วคิดว่ามีผลกับหลาย ๆ เรื่องคือเรื่องความรักของผมครับ
ขอผมเล่านะ
------------------------------
ปีนั้นผมเริ่มไดอารี่ด้วยบันทึกรักครับทุกท่าน
มันเป็นความรักครั้งแรกของผม ที่ผมเริ่มจะแสดงรักใครจริง ๆ จัง ๆ
เพราะก่อนหน้านั้นผมไม่สนใจความรักหนุ่มสาวเลยครับ
ตอนเรียนม.สาม ผมแอบรักผู้หญิงคนหนึ่ง
เราเป็นเพื่อนกัน และผมก็เก็บความรู้กสึกนั้นไว้ในใจตลอด
ไม่เคยแสดงออกมา
เพราะเํธอมีแฟนรุ่นพี่เป็นทอมอยู่แล้ว
ผมได้แต่ตัดใจและเก็บมันไว้เงียบ ๆ
ก่อนจากกันก็มีแค่รูปถ่ายใบเดียวเท่านั้น
กระทั่งผมเรียนปวช. 1 ซึ่งก็ราวปี 2004 ที่เริ่มต้นบันทึกไดอารี่เล่มนี้เอง
ผมตัดสินใจกลับไปโรงเรียนเก่า เพื่อไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งเรียนต่อกันที่เดิม
และได้เจอกับเธออีกครั้ง
คนเรา ม.ต้นกับม.ปลาย มันต่างกันเนอะ เธอน่ารักขึ้นเยอะ
แต่ก็ยังคงคบกับเจ๊ทอมคนเดิม
ผมได้แต่ตัดใจ และฝากไว้ด้วยขนมทำมือชิ้นแรกของปี
มันเป็นเค้กช็อกโกแลตทำเองที่อร่อยโคตร ผมยกให้เธอ
และหวังว่าจะเริ่มต้นความรู้สึกดี ๆ อีกครั้ง
ผมติดหญิง......
ไปหาทุกวันอังคาร หิ้วขนมทำเองไปทุกวัน ๆ
(เรียนคหกรรมอาหารวันอังคารเป็ยคาบเบเกอร์รี่)
ปั่นจักรยาน จากอาชีวะศึกษาไปโรงเรียนเก่า
และเผยความรู้สึกในที่สุด
โดนปฏิเสธ.......
เธอคิดกับผมแค่เพื่อน
วันนั้นผมโดนกันท่าจากเพื่อนสนิทของเธอ
ผมทำให้เธอลำบากใจ และหลบหน้าผมตลอด
ผมเลยตัดสินใจขอคุยด้วยส่วนตัว
ขอโอกาสสุดท้ายที่จะบอกอะไรก่อนที่จะจากไป
ประโยคเริ่มต้น ผมถามเธอว่า เราเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย
แต่ที่เห็นมันไม่ใช่....มันไม่เหมือนเดิม
เธอยบอกว่า ใช่...มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปแล้ว
ผมบอกว่าผมไม่ชอบแบบนี้เลยที่โดนหลบหน้า เริ่มใหม่ได้มั้ย ขอให้กลับมาเหมือนเดิม เธอที่คอยยิ้มแย้มทักทายเรา ไม่ใช่หนีหน้าหลบไปซ้ายไปขวาแบบนี้
ผมจะหยุดความรู้สึกนี้ไว้ แล้วเราเป็นเพื่อนกันต่อไป
เธอบอกว่าจะพยายาม
ผมจากมา ทิ้งท้ายด้วยการบอกว่า คงไม่เจอกันอีกนาน
และตบไหล่เธอเบา ๆ แบบเพื่อน
ไอ้เหี้ยโคตรแมน
เรื่องของผมเหมือนจะจบแค่นั้น
ผมเฮิร์ทหลายวัน
เศร้าอยู่หลายอาทิตย์
แต่ถ้าจบเลย มันก็ไม่ดราม่า
และไม่สมศักดิ์ศรีรักครั้งแรก และอกหักครั้งแรก
มันมีตอนต่อครับ
1 เดือนผ่านไป
19 กุมภาพันธ์
ผมกลับไปทำไมอีกก็ไม่รู้ คล้าย ๆ ยังมีหวัง อยากจะพยายามอีกสักครั้ง
(ที่ไปเหมือนจะหาข้อมูลมาโต้วาที)
ผมเจอเธอ
ทุกอย่างเหมือนเดิม เธอทักทายตามปกติ
แต่มีเพื่อนผมอีกคน ผู้ชาย อยู่ข้าง ๆ ตลอด
ผมได้แต่สงสัย.... ทำไมติดกันแจไปไหนมาไหนด้วยกัน....
ได้แต่เก็บคำถามไว้ในใจ
อีกหลายวันผมเอาหนังสือไปคืน
ผมไม่เจอเธอ แต่เจอเพื่อนเธอ
มันก็สัพยอก ไง มีแฟนรึยัง
ผมถอนใจ บอกว่า ยังรักคนเดิมอยู่ได้มั้ย...
เห็นแบบนั้นมันเลยรีบเม้ามอยอัพเดทด้วยท่าป้องปากตามมาตรฐานขาเม้า
"อย่าไปบอกใครนะคิง" คิงคือมึงในภาษาเหนือ แหม่ เริ่มต้นด้วยประโยคคลาสสิค
"(คนที่ผมชอบ) เลิกกับแฟนทอมแล้ว"
ผมก็ห๊าาา
ผมแอบมีหวังในใจ เหมือนเทียนมันจุดพรุ่บขึ้นมาในหัวใจ ใจชื้น ตื่นเต้น
เพื่อนอัพเดทต่อว่า แต่ตอนนี้เธอคบกับเพื่อนผมคนหนึ่งอยู่
ก็คือให้คนที่ตามเธอแจนั้นแล มันเลิกกับเจ๊ทอม เพื่อมาคบกับคนนี้
มันบอกผมว่า ตัดใจซะเถอะ เค้าคิดกะแกแค่เพื่อนแค่นั้นแหละ
....
นึกภาพเทียนโดนเป่า ฟู่ว แล้วควันลอยฉิวออกมาจากไส้เทียน
เออ ฟีลนั้น
ผมกลับบ้าน โลกมันเคว้ง ๆ เหงา ๆ เวิ้ง ๆ ว้าง ๆ หมุน ๆ
ข้าวไม่ค่อยอร่อย หายใจไม่ค่อยสะดวก
นี่เหรอวะ ความผิดหวัง
เออ นี่สินะ ความรักไม่สมหวัง
เออ กูนึกออกละ ทำไมกูไม่สนใจเรื่องความรัก
กูเกลียดฟีลนี้
----------------------
ไดอารี่เล่าประมาณนี้ แต่สำนวนเหี้ยกว่านี้สามสิบหกช่วงเหว
ผมอ่านไปขำไป เออว่ะ ชีวิตคนเรามันผ่านช่วงเวลาหลายแบบ
บางคนอกหักตั้งกะป.หก กูนี่ถือว่าช้า ต้องรอให้ 16 17 ก่อน
จากนั้นมาผมก็โหยหาความรักมาตลอด
แอบชอบคนง่าย เพราะคนมันตั้งใจจะทิ้งความโสดแล้ว
อยากมีแฟนสักคน คบกันไปพอให้ใจชุ่มฉ่ำ
แต่เหมือนเรื่องมันจะวนซ้ำ ๆ ครับ
มันก็จบที่เราไม่เหลือใคร จากวันนั้น ถึงวันนี้
ผมก็ผ่านเรื่องเจ็บ ๆ มาสามสี่เคสและพอแค่นั้น
ไม่คิดโหยหามันอีก เพราะผมเกลียดฟีลที่ฟ้ามันมืด ๆ โลกหมุน ๆ เหงา ๆ เวิ้ง ๆ
อกหักไม่ใช่รสชาติที่อร่อยเลย
เรื่องราวความรักของคนที่ผมชอบจบลงในเวลาไม่นาน
ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมต้องการเอาชนะผม หรือรักเธอคนนั้นจริง ๆ
หรือว่าเค้าแค่สนใจเธอ เพราะเธอมีคนมาสนใจเลยคิดว่าน่าสนใจ
แต่เหมือนจะเลิกกันในเวลาไม่นาน
เจ็บใจนิด ๆ
แต่ถามว่าการอกหักนั้น ถือว่าเป้นจุดเริ่มต้นของงานเขียนของผมเลยครับ
ในปีนั้น ผมให้กำเนิดนิยายขึ้นมาเรื่องหนึ่ง จากความอัดอั้นพร่ำเพ้อที่ไม่รู้่จะไประบายกับใคร
มันถือเป็นการกรุยทางในเส้นทางสายนี้
พอผมเขียนมากขึ้น เล่ามากขึ้น ชั้นเชิงการเล่ามันก็เพิ่มขึ้น
เมื่อเขียนมากขึ้น ผมก็พูดเก่งมากขึ้น เมื่อกล้าตีพิมพ์ผลงาน
ผมก็กล้าพูดสิ่งที่ผมคิด
สองสามปีต่อมาผมเป็นพิธีกรโรงเรียน เป็นแชมป์โต้วาทีระดับจังหวัด
เป็นนักพูดที่ทุกคนให้ความไว้วางใจ และเป็นนักเขียนที่หลายคนยอมรับในฝีมือ
ถ้าผมไม่อกหัก ถ้าผมไ่ม่กลั่นความอัดอั้นเป้นตัวหนังสือเพื่อระบาย
ผมคงไม่มีวันนี้นะครับ
จากวันนี้นั้นถึงวันนี้
สิ่งดี ๆ ก็ยังมีในชีวิตผมเรื่อยไป
อะไรมันก็ไม่แน่ไม่นอนนะครับ
เก็บเกี่ยวความรู้สึกดี ๆ เอาไว้ให้เต็ม
เพราะชีวิตคนเราไม่ยาวเลย
เรื่องของผมอาจจะเล็กเท่าเจี๊ยวแพลงต้อน
เมื่อเทียบกับประสบการณ์รักอันโชกโชนโทรมเลือดเปื้อนน้ำตาของใครอื่น
แต่สำหรับผม มันเป็นก้าวที่ค่อนข้างเจ็บปวดและทรงคุณค่ามาก
ปล. ก่อนหน้านี้ผมเจอเธอที่บิ๊กซี พยายามขายจานทรูทำยอดกับผม .....
ปปล. และล่าสุดผมเจอเธอที่เซนทรัล กำลังจ้วงน้ำเงี้ยวอยู่ ผมไม่กล้าเข้าไปทัก
กลัวต้องติดจานทรู.... ไม่ใช่ฟร้อย!!
สารรูปตอนนี้มันไม่น่าประทับใจเท่าไร ผิดกับเธอที่ดูสง่างามเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
และน่ารักสดใสในแบบที่ผมชอบเหมือนเดิม
จากมาเงียบ ๆ แล้วเก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ ดีกว่าที่จะต้องติดจานทรู
ทิ้งท้ายด้วยรูปใบนั้น
จานทรูนั้น ไม่สำคัญเท่าจานจ่าย
ส่วนหัวใจ ไม่สำคัญเท่าความรู้สึก
คุณธรรม ไม่สำคัญ เท่าสำนึก
ความรู้สึก ไม่สำคัญเท่าความเป็นจริง
เสี่ยวแดก