[แส้เฆี่ยนเทียนสาด!!] - รักจะเมนท์...อย่าเห็นแก่ได้
posted on 12 Jun 2009 21:13 by urzaจากความเดิมตอนที่แล้ว สุมาเอ๋อได้ยกทัพหักศึกเข้าประชิดจูกัดเหลียงแต่ถูกกลศึกจุดไฟเผาช่องตรอกข้าวสารที่เนินหงส์หยก แม้ชะตาคุ้มครองฝนตกลงดับไฟแต่การพ่ายกลศึกง่ายดายนั้นกลับ..ว่อย !!
อ่านหงสาจอมราชันย์เยอะไปหน่อย
เอาใหม่ เทคสอง
จากความเดิมตอนที่แล้วผมได้เอ่ยถึงการไม่ยอมรับคอมเมนท์ โดยอ้างว่าไม่ได้จบมาใน เอนทรี่นี้
ก็พาให้ต่อยอดทอดแยกไปยังอีกกรณีหนึ่ง คือคนที่เมนท์เพื่อโชว์เทพ รอยหยักและก้านสมอง ของตัวเอง
โดยคาดหมายแต่เพียงคำขอบคุณและกระแสตอบรับที่ดีจากคนที่เขาไปเมนท์งานเท่านั้น
จนเกิดคำถามชวนปวดตับว่า "ชีวิตจะแดกแต่หมูยอรึไง"
การวิจารณ์ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะครับ
การที่จะทำให้คำแนะนำของเราทรงประสิทธิภาพต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง
ดังต่อไปนี้
1. วัยวุฒิ
เพื่อนเตือนเพื่อนอาจจะพอได้ในการเตือนกันเรื่องยาเสพติด
แต่ในเรื่องของการแนะนำงานภาพงานศิลป์ ถ้าอายุเท่ากันหรือน้อยกว่าไปติงาน
อัตราการรับฟังไม่เต็มร้อยแน่นอนครับ เพราะเค้าจะมองด้วยความคิดเบสิก เลยว่า
"มึงอายุเท่าไร"
ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมลูกอมโอเ่ล่ ริจะมาคอมเมนท์กูเหรอ
หรือไม่ก็ "ไอ้นี่อายุเท่ากูนี่หว่า มึงเป็นคราย มาเมนท์งานกู" ...เป็นต้น
ดังนั้นความน่าเชื่อถือกับอายุ แม้จะไม่ใช่เรื่องหลักตายตัวก็จริง
แต่ก็มีผลต่อความน่าเชื่อถือครับ เพราะเกิดนานผ่านเยอะ น่าจะมีคำแนะนำที่กว้างกว่าคนวัยเดียวกันหรืออายุอ่อนกว่าครับ ไม่มีใครอยากให้เด็กมาทำเท่ใส่หรอกครับ ผมยังไม่ยอมให้รุ่นเด็กกว่ามรับน้องผมเลย ตรรกะง่าย ๆ
หรือแม้แต่เพื่อนกันไล่เลี่ย มาทำเทพกว่า ก็หมั่นไส้ และไม่ฟังง่าย ๆ หรอกครับ
2. คุณวุฒิ
ผลงานครับ
ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน จริงมั้ยไม่รู้ แต่ถ้าจะไปคอมเมนท์งานใครเราต้องมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ให้เค้าเห็นความสามารถเราบ้าง การจะอมพระเดินตัวเปล่าไปพูดติติงโน่นนี่ โดยไม่มีอะไรเป็นภาษีหรือเครดิตให้ตัวเองเลย ใครเค้าจะไปฟังล่ะครับ เค้าจะมองว่าไอ้พวกอวดรู้โชว์เทพกาก ๆ เท่านั้นเอง
ดังนั้นเราต้องสร้างกำแพงภาษีครับ ในความหมายของการสร้างพื้นฐานความน่าเชื่อถือนะ ไม่ใช่เชิงเศรษฐศาสตร์
ต้องมีผลงาน หรือตัววัดประสบการณ์เชิงนี้มาก ๆ หน่อย เช่นเคยลงผลงาน มีคนสนใจมาขอคำแนะนำ ซึ่งพอแนะนำไปแล้วสามารถใช้การได้ดีจริง อันนี้แหละจะเป็นภาษีให้เรา
หรือไม่ก็เคยผ่านมาก่อนเลยมีวิธีที่แนะนำบอกต่อได้
เพระาถ้าเราไม่เคยไปทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย มันก็เกิดความเคลือบแคลงสงสัยครับ
อย่างน้อย ๆ นะ การจะไปแนะนำใคร เราต้องเคยเห็นรูปแบบงานที่มากกว่าเค้ามาก่อน
เคยเห็นอะไรที่มันเป็นรูปเป็นผลมากกว่าจะเป็นกาจำขี้ปากคนอื่นมาพูดต่อครับ
อันนี้เป็นเรื่องของคุณวุฒิ
เมื่อมีวัยวุฒิและคุณวุฒิ หรืออาจจะมีแค่คุณวุฒิคือความเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ พอจะแนะนำคนอื่นได้แล้ว
อีกข้อที่ต้องมีคือ
3. ความใจเย็น อดกลั้นอดทน
จริง ๆ ถ้ามีวัยวุฒิ ข้อนี้จะมีเยอะหน่อย เพราะเจอมาเยอะพอจะปรับสภาพอารมณืถูกว่าควรจะตอบรับแบบไหน
เป็นเรื่องสำคัญนะครับ กับการที่ต้องอดทนกับเสียงตอบรับที่ไม่ดี กับความหวังดีของเรา
ใช่ว่าพูดร้อยคำ คนจะขอบคุณร้อยคำเมื่อไร มันก็ต้องมีบ้างที่เค้าอาจจะโต้ตอบข้่าง ๆ คู ๆ
หรือไม่ก็แชแหมแถไถไป ไม่ยอมรับคำวิจารณ์ของเรา ก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคาดหวังเสียงตอบรับที่ดีเสมอไปครับ ไม่งั้นจะอารมณ์เสียเปล่า ๆ
แล้วถ้ารักจะทำงานวิจารณ์แล้ว
อย่าหวังโชว์เทพอย่างเดียวครับ ต้องมีอีกข้อด้วย
4. จิตกุศล
คือการหวังให้คนเกิดการพัฒนาด้วยวิทยาทานของเรา โดยสอนในฐานะผู้ให้และปรารถนาดี ไม่ใช่การสร้างชื่อแก่ตนครับ เพราะคนที่วิจารร์ด้วยความปรารถนาดีหวังจะให้คนเกิดความพัฒนานั้น จะมีการพูดและคำแนะนำที่นุ่มนวลอดทนและเข้าถึงใจผู้รับฟัง ในขณะที่คนวิจารณืในเชิงเอาดีเข้าตัว จะวิจารณ์เชิงที่อวดภูมิความรู้และจู่โจมครับ
สังเกตได้ไม่ยากจากสำนวนสำเนียงเลยครับ คนรักกันจริงเค้าพูดแบบไหน ผ่านกราย ๆ ก็น่าจะเดาออก
แล้วก็ต้องมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอด้วยนะครับ อย่าหมดความอดทนง่าย ๆ เมื่อมีคำถามใหม่ ๆ หรือคำถาม ซ้ำ ๆ เดิม ๆ มาให้เราต้องตอบหลาย ๆ รอบจากหลาย ๆ คน
ผู้หวังให้ด้วยเมตตาจะไม่มีทางรำคาญผู้ต้องการคำแนะนำหรอกครับ
นอกจากจะอยากโชว์พาวไปวัน ๆ หมดวาระก็เฉดหัวไปทำอารมณ์เสียอารมณ์บูดใส่
5. ความเสมอต้นเสมอปลาย
รักษามาตรฐานตัวเองให้ดีครับ เคยว่ารูปแบบไหนไม่ดี อย่าไปพลิกโผกลับลำเฉย ๆ ว่ามันดีขึ้นมาเชียว
เช่นถ้าวิจารณ์นิยายแล้วต่อต้านภาษาวิบัติ หรืออิโมติค่อน แล้วเกิดเผลอปากไปชมว่ามีบ้างก็ดีนะ
เท่ากับเรากลืนน้ำลายผิดคำพูดครับ
แล้วอีกเรื่องก็คือความสม่ำเสมอในการคอมเมนท์ครับ เคยทำ ๆ แล้วเกิดมีคนมาขอคำแนะนำเยอะขึ้น
โบ้ยใบ้บ่ายเบี่ยงเบื่อหน่ายเลิกทำมาซะอย่างนั้น
ไอ้ภาษีที่สร้างมา ตกฮวบเลยนะครับ เค้าจะมองได้ว่า อะไรว้า...ตอนแรกล่ะขยันเมนท์กูจัง หลัง ๆ พอดังแล้วมีภาษีแล้ว เมินกูเหรอ
ก็อันตราย ความเสมอต้นเสมอปลายสำคัญ ทำไว้มากน้อยเท่าไร ให้รักษายอดไว้ครับ ทั้งมาตรฐานและปริมาณงาน
6. อย่ายัดเยียดความคิด
คือการบีบคั้นด้วยคำพูดหรือการกระทำให้เขาทำตามแบบอย่างของเราเพียงด้านเดียว
ไม่มีการรอมชอมประนีประนอมปรับประยุกต์เลย เช่นสอนเด็กวาดการ์ตูน ก็ให้วาดตามลายเส้นเราแทนที่จะให้เด็กได้วาดในแบบของตนแล้วเราแนะนำจุดที่มันยังไม่ดี หรือต้องปรับปรุง
แบบนี้จะยัดเยียดความคิดกันเกินไปครับ
ต้องดูรูปการณ์สภาพแวดล้อมของคนที่เราจะแนะำด้วยว่าเขามีความสามารถในการรับรู้ทักษะของเรามากแค่ไหน
บางคนหัวช้าหัวไวไม่เท่ากันจะให้รู้เหมือนกันหมดคงไม่ได้ ดังนั้นต้องค่อย ๆ ปรับ ๆ สอน ๆ กันไป
อะไรที่มันเป็นวิชามารนิสัยเสียของเราก็อย่าไปแสดงให้เขาเห็นครับ ไม่งั้นคนสอนเป็นไง ลูกศิษย์ก็เป็นงั้น
แบบนักเขีัยนบ้าตรรกะบางจำพวก แม่งมีลุกสมุนมา แนวความคิดมันแบบเดียวกันเลย
ทำไมคุณทำแบบนั้น ทำไมคุณทำแบบนี้ ที่ผมทราบมามันควรจะเป็นแบบนี้นะครับ
อย่าไปยัดเยียดครับ ดู ว่าวิธีการของเขาเป็นอย่างไร แล้วใช้ำคพูดโน้มน้่าวที่ประนีประนอมครับ เช่นแบบนี้ดีกว่ามั้ย ลองดูหน่อยมั้ย ง่ายกว่านะ ละเอียดกว่านะ ค่อย ๆชี้ข้อดีที่เราต้องการแนะนำในวิธีการนั้น ๆ ดีกว่าจะไปชี้นิ้วบอกเขาว่าคุณผิด ผมถูก แก้ใหม่ ทำตามผม
ไม่ได้ครับ คนเรามีนสารแอนติบอดี้อยู่แ้ล้ว ถ้าเหมือนถูกบังคับบีบเค้น ปฏิกิริยาิต่อต้านจะมาทันที
7. วาทะศิลป์
คนขี้อ้อนกับคนขี้โม้
ผมเลือกคนแรกนะครับ เพราะคนขี้อ้อนจะสามารถโน้มน้าวใจ เป็นผู้ขอร้องมากกว่าจะบังคับคุกคามด้วยการอวดโอ้สรรพคุณของตน
คนขี้โม้จะใช้คำพูดที่นกความดีทั้งสิ่งที่ตนรู้มา ผลลัพภ์ที่ดีเลิศจากสิ่งที่ตนประสบมา
คนขี้อ้อนจะรู้จักพูดครับ จะรู้จักโน้มน้าวไปยังสิ่งที่ตนต้องการให้เป็นได้
เปรียบง่าย ๆ ไม้แข็งไม้อ่อนนั่นเอง
วาทศิลป์หรือศิลปะการพูดที่ใช้สื่อความนั้น พูดปากเปล่ากับทางเว็บบอร์ดหรือผ่านอักษรนั้นแตดต่างกัน การพูดปากเปล่าเราจะใช้นำเสียงช่วยได้ แต่อักษรต้องใช้สำนวนล้วน ๆ ดังนั้นการเลือกใช้คำที่มันแสดงอารมณ์ด้านลบเกินไปจัดเป็นความฉลาดทางวาทะศิลป์อย่างหนึ่งครับ
ถ้าพูดทื่อ ด้วยข้อความที่สั่งสอน จะดูแข็งกร้าว
แต่ถ้าเป็นคำพูดที่อ่อนโยน แสดงความรักความเอ็นดู จะดูน่าเข้าหาและน่ารับฟังมากกว่า
และสิ่งที่ขับพวกนี้ให้เด่นคือปริมาณจองทิฐิในสันดานของแต่ละคน
บางคนมีเยอะก็จะบอกว่าผมพูดตรง ๆ เงี้ยะ ตอแหลไม่เป็น ดำว่าดำ ขาวว่าขาว ชอบก็ชม ไม่ชอบก็ด่า
คนก็จะมาดำ ๆ ขาว ๆ ใส่เราเหมือนกัน มึงไม่ชอบกูกูก็ไม่ชอบมึง สัตว์ อย่ามาเห่าแถวนี้ไม่แดกไสหัวไป
ก็โล้งเล้งกันไป
บางคนปรับทิฐิเป็นยอมเชลียร์ตอแหลหน่อย ก็อาจจะได้ผลดี แต่จะดูไม่จริงใจเท่าไร แม่งตอแหลตอหลดตีสองหน้าปากอย่างใจอย่างคบไม่ได้ว่ะ
ก็ไม่ดีอีก
ดังนั้นปรับให้สมดุลย์แล้วใช้คำพูดอย่างฉลาดสุขุมครับในการแนะนำ
---------------------------
นักวิจารณืที่ดีไม่ใช่คนที่ด่าได้เจ็บใจตรงจุดและเถียงไม่ได้นะครับ
แต่คือคนที่วิจารณ์แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีครับ
ฝากกันไว้แค่นี้ รักจะเมนท์ อย่าเห็นแก่ได้ครับ
เลิฟยอล~



สมควรเอาดาวดองในไหเล่นซะ
#1 By Dearcool on 2009-06-12 22:13