ผมไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมรับน้องมาตลอดครับ
ไม่ว่าจะมีเหตุผลดีอย่างไร เช่น ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช้คำหยาบคาย
หรือเพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีระหว่างพี่น้องผองเพื่อน

 

แต่บังคับให้ไป โดยใช้คำว่าต้องไปทุกคน

 ....เหตุผลดังกล่าวพังครืนเลยครับ

เพราะ....ไม่มีใครชอบถูกบังคับครับ

 

ผมว่าควรจะปฏิรูปกิจกรรมรับน้อง ให้เป็นกิจกรรม "ต้อนรับนักศึกษาใหม่"
โดยกำหนดเวลาที่แน่นอน และมีช่วงเวลาที่ตายตัว

 

ไม่ใช่อยากมาลากไปสนามเมื่อไรก็มา
อยากให้เข้าห้องเชียร์เมื่อไรก็ลากไป มาเรียกบูมเอากลางคาบเรียน มึงจะบ้าเหรอครับรุ่นพี่

บางโอกาส แม้จะกำหนดเวลาแล้ว
แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนานกันจนไม่เป็นทำอะไร ใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ หรือไม่รู้จักจบจักสิ้น
กินเวลาค่ำมืดดึกดื่น ไม่ต้องทำการบ้านกัน ไม่ต้องทำกิจกรรมอื่นเลย
กลับมาก็หมดแรง ไม่เป็นอันทำอะไรเลย ....

 

ผมว่า การรับน้อง ควรเน้นที่ การสมัครใจและสิทธิส่วนบุคคล
ใครไม่อยากมา ก็ ..."ไสหัวไป"

 

ไม่ต้องไปบังคับเค้า หรือเอาข้อแม้เงื่อนไขประโลมโลกต่าง ๆ เช่นสัมพันธภาพอันดีระหว่างเพื่อนร่วมชั้นและต่างสาขาร่วมถึงรุ่นพี่ ต่าง ๆ นานามาจูงใจ
ไม่ต้องไปเสียเวลาเลย

 

 

ทำกิจกรรมให้น่าเข้าร่วมดีกว่าครับ

.....คนโต ๆ แล้วบอกตรง ๆ เลยนะ

"พวกเราไม่ชอบกิจกรรมปัญญาอ่อนครับ"

ประเภทร้องเพลงปรบมือแปะ ๆ หรือวิ่งไปวิ่งมา แล้วให้มใครมาคอยแกล้งคอยสั่งโน่นนี่ซากอ้อย

"ให้เด็กมัธยมมันทำ"

 

มัน "ไร้สาระ" ครับ บอกตรง ๆ

 

กิจกรรมที่ให้ทำ ควรจะมีเนื้อหาสาระตามสาขาวิชาที่เรียน เช่นให้จับกลุ่มกัน
ทำงานร่วมกันหนึ่งชิ้น โดยมีพี่ ๆ ให้คำแนะนำด้วย

แล้วรุ่นพี่ควรจะผ่านการอบรมหลักสูตร "ละลายความจองหองแบบรุ่นพี่" ด้วย
จะได้ไม่มาวางอำนาจใส่น้อง อะไรไม่ได้ดังใจก็เอะอะโวยวายเอาตัวเองเข้าว่าแล้วอ้างเหตุผลเรื่องความอาวุโสรุ่นพี่รุ่นน้องมิตรภาพและผองเพื่อน อย่ามาอ้าง "ฟังไม่ขึ้น"

จะจัดกิจกรรมรับน้องนะครับ ต้องทบทวนว่า ส่วนไหนเป็นส่วนที่ทำให้ทุกคนแฮปปี้
เป็นความแฮปปี้ที่ "เกิดขึ้นเอง" ไม่ใช่เกิดตามสถานการณ์ที่ใครมาวางหมากไว้ให้
เป็นความประทับใจที่เกิดจากความรู้สึกจริง ๆ

 

แล้วใช้ตรงนั้น ในการดึงดูดคนเข้ามา
ผมว่าควรจะใช้หลักการ "มีตติ้ง" เป็นกิจกรรมรับน้องครับ

ทานอาหารร่วมกัน (จากการระดมทุน...แน่นอน ด้วยความเต็มใจ)
แล้วมีกิจกรรมร่วมกัน เช่นให้ถามชื่อคนข้าง ๆ แล้วสลับตำแหน่งไปเรื่อย ๆ
ท้ายกิจกรรมก็มาประมวลรายคนว่าใครรู้จักใครหรือไม่อย่างไรบ้าง ภายในสาขา
มีการพูดคุยพบปะกันด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส

 

แบบนี้น่าไปกว่าเยอะ... ที่สำคัญ

 

"ความสมัครใจ"

 

ใครใคร่มา มา !

 

ไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะบางคนพอบอก ไม่มาไม่ผ่านกิจกรรม
บางคนมาเพราะกลัว มาเพราะจำใจ บางคนก็แอนตี้ ไม่มาเลย แบบผมเป็นต้น

ผมไม่ชอบให้ใครมาขู่ครับ เพระาผมจะลองดีทันที ถ้ามีเงื่อนไขมาบีบกันแบบนี้

ไม่ผ่านกูก็ไม่แคร์ ไปซ่อมเอาก็ได้ หรือไม่ก็ไม่เรียนมันซะเลย กูไม่แคร์อยู่แล้ว

 

ดังนั้น ทำกิจกรรมให้มันน่าไปครับ
ไม่ใช่ไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคิดว่าดีอยู่แล้ว พอคนไม่ไปกันก็มาแสดงความไม่พอใจ

เด็กโดด ต้องดูด้วย เพราะอะไรถึงโดด...


บางคนมีภาระหน้าที่ต้องทำ
บางคนไม่ประทับใจกับรุ่นพี่ที่มาแสดงอำนาจ
บางคนซิ่วมา ไม่อยากให้ใครมาตะโกนสั่ง
บางคนกลัว

 

ต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุดครับ สร้างความเข้าใจกับรุ่นน้อง
มองเค้าแบบเพื่อน ไม่ใช่การแสดงอำนาจ ชี้แจงก็ชี้แจงด้วยความไม่พอใจ

 

อนึ่ง ที่มหาวิทยาลัยของผมใช้กฏเหล็กว่า "ใครอยากไป ก็ไป"
ไม่มีการบังคับ ไม่มีการเอาเงื่อนไขข้อแม้ เค้าเคารพสิทธิส่วนบุคคล

ใครมาร่วม แต่มีธุรจะกลับก่อน "เชิญ" พรุ่งนี้เจอกัน

ใครไม่สามารถใช้เสียงแหกปากบูมได้ ชี้แจงมา เราจะให้ทำอย่างอื่นแทน

ใครไม่อยากร่วม (เช่นผม) ชี้แจงได้  มีกิจกรรมต้องทำ เขียนใบลาแจ้งมา
ผมเป็นคนแรกที่ขอไม่ร่วมกิจกรรม แต่จะสนับสนุนเงินทุนแทน เพื่อให้กิจกรรมลุล่วง

ทางคณะโอเค ไม่มีใครว่า เพราะคนที่เต็มใจเข้าร่วมมีอีกเยอะ เค้าไม่มาบังคับคนไม่กี่คนหรอก

 

เป็นสังคมมแบบฟรี ๆ สบาย ๆ ครับ

 

เพราะมันมีกฏแห่งกรรมที่ว่า ถ้ากิจกรรมคนเข้าร่วมน้อย....คณะก็จะไม่มีผลงานของรุ่นนั้นไปโดยปริยาย
เป็นกฏธรรมชาติ ลีดไม่สว่ง บูมไม่ส่ง กองเชียร์ไม่ส่ง ผลงานคณะ = 0