ตรรกกะวิบัติ - ความปวดตับอันดับสอง ภาคต้น
posted on 06 Jul 2009 15:30 by urza in Lao
หลังจากช่วงปีที่ผ่านมาเรื่องของการรณรงค์งดใช้ภาษาวิบัติเป็นเรื่องที่บูมมาก
และเริ่มซา ๆ ไปและหาข้อสรุปได้ว่าขึ้นอยู่กับกาลเทศะเป็นสำคัญ มีการให้เหตุผลในส่วนของการใช้ภาษาแชท ภาษาพูด และภาษาเขียน
ทว่ามีไข้หวัดนก ก็ต้องมีไข้หวัดหมู มีไข้หวัด 2009 ตามมา
ตอนนี้ที่ตามบด ตามบี้เดอะสตาร์ มาติด ๆ ก็เป็นเรื่องของ
ตรรกะ วิบัติ (fallacy)
หรือ เหตุผลวิบัติ หรือ ทุตรรกะ หรือ การทิ้งเหตุผลนั่นเอง
ตรรกะวิบัติ ก็คือ เหตุผลที่ไม่ดี การหาเหตุผลอย่างผิด ๆ และยอมรับไม่ได้นั่นเอง
คำนี้เป็นที่กล่าวถึงในวงที่ค่อนข้างกว้างขวาง มีการสำรวจและให้ความหมายของคำว่าเหตุผลวิบัิติหรือตรรกะวิบัติ
บางแห่งถือว่าการใช้เหตุผลวิบัติคือการใช้ข้ออ้างที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเหตุผลกับข้อสรุป
พูดง่าย ๆ ก็คือ เหตุผลและจุดประสงค์ที่ต้องการไม่ตรงกัน เช่นการอยากแต่งตัวยั่ว ๆ ก็ให้เหตุผลว่า
สมัยนี้ใครก็แต่งกัน ดังนั้น การแต่งตัวยั่ว ๆ ไม่ผิด
เหตุผลและผลสรุปแม้จะไม่สัมพันธ์กัน แต่มันก็แถไปด้วยกันได้โดยอ้างจากยุคสมัยและความนิยม
ตรรกะวิบัติแบ่งเป็นหลายกรณีและหลายเหตุผล โดยจำแนกได้ดังต่อไปนี้
1. อ้างสิ่งที่ทำกันมา
เช่นการรับน้องที่กระทำสืบต่อกันมา ทำไมจึงมีความรุนแรง
รุ่นพี่ก็จะให้คำตอบว่า "มันเป็นสิ่งที่ทำสืบต่อกันมา รุ่นอื่น ๆ ทนได้ เราต้องทนได้"
งั้นถ้ามองกันตามจริงแล้ว
จริงเหรอ ที่ว่าสิ่งใดที่ทำสืบต่อกันมาจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ยกตัวอย่างเช่นการมีทาส หรือการกีดกันด้านการศึกษาในเพศหญิงในสมัยก่อน ก็เป็นสิ่งที่ทำสืบกันมาหลายยุคหลายสมัย
ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ทำไมมีการยกเลิกไป ไม่งั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังมีท่านเก้าพันกว่า ๆ (จะหมื่น) ศักดินาห้าพันไร่ไพร่ทาสเต็มเรือน ผู้ชายเรียนวัด ผู้หญิงอยู่เรือนสิครับ
ตรรกะที่ว่าด้วยการทำสืบต่อกันมา สามารถสรุปได้ดังนี้
- สิ่งใดที่ทำสืบต่อกันมานานแล้ว เป็นสิ่งที่ดี
- การรับน้องทำมานาน การรับน้องถูกต้อง
ถ้าหากจะให้เหตุผลว่าการรับน้องที่มีความรุนแรง (ทั้งกายและใจ) เป็นสิ่งที่ดี ควรจะให้เหตุผลที่ดีกว่านี้ครับ
รวมถึงการรับน้องที่ทำร้ายจิตใจด้วย ควรจะมีเหตุผลให้กระทำตาม นอกเหนือจากเรื่องของการทนถูกกระทำ
หรือในเรื่องของการเผชิญแรงกดดันในสังคม หรือในเรื่องของการคบหาครับ
2. การอ้างคนส่วนใหญ่ หรือ อ้างตัวอย่างจากคนอื่น
เช่น เมื่อถามว่า เป็นมืออาชีพนักเขียนการ์ตูนแล้ว จะรวมตัวกัน ทำไมยังทำงานทางใครทางมันอยู่
ไม่มีการวางแผนงานแบ่งหน้าที่ หรือทำงานให้ส่งเสริมกัน
นักเขียนเทพก็ให้คำตอบว่า ใครใครเขาก็ทำกันอย่างนี้ เป็นต้น
แต่จริงเหรอ ที่ใคร ๆ เค้าก็พูดกัน หรือทำกัน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
ถ้างั้นถ้าคนส่วนใหญ่ พูดว่า คุณมันนักเขียนเทพ โคตรเทพเลยค่ะ ท่านเทพ
คุณก็เทพขึ้นมาซะอย่างงั้นสิ ? อ๊า ท่านเทพ ชาบู ชาบู
หรือเรื่องภาษาวิบัติ ถ้าบอกว่าใคร ๆ เค้าก็ใช้กัน ใคร ๆ เค้าก็เขียนกัน
ก็แปลว่าภาษาวิบัติแบบพวกมากลากไป ก็เป็นสิ่งที่ดีงั้นสิ แอร๊ย ตะเองนิระกร้อ แอบชั้ยเหมือนกัลชิมิล่า
ครัย ๆ เค้าก็ชั้ยกัน แอ๊บแบ๊วอิแช้นรู้ว ครุนก็ชรั้ยยยย แป้งเย็นตรางูผมรู้มึงก็ใช้ อะไรแบบนั้น
กรณีนี้ีสรุปได้ดังนี้
- หากคนส่วนใหญ่ทำหรือเชื่อสิ่งใด สิ่งนั้นถูกต้อง
- สิ่งนี้คนเชื่อ และกระทำ สิ่งนี้จึงถูกต้อง
3. อ้างเจตนา
เช่น การแต่งตัวล่อตะเข้ แล้วพ่อแม่ท้วงว่าอันตราย ก็่บอกว่าไม่ได้กะไปล่อตะเข้ แต่อยากสวย
หรือ การใส่ทองเส้นเท่าโซ่ล่ามกระทิง แล้วพอมีคนถามว่าไม่กลัวโดนปล้นเหรอ ก็ตอบก็ว่าไม่ได้กะใส่ให้คนปล้นนี่นา
แต่จริงเหรอ ที่พอไม่เจตนาหรือตั้งใจให้เกิดสิ่งใด แล้วสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น
สมประสงค์วาจาสิทธิ์อิทธิฤทธิ์สั่งฟ้าสยบดิน ?
เวลาใส่ทองไปซ่องโจรก็ไม่ต้องกลัวมันปล้น เพราะไม่ได้ใส่มาให้ปล้น อนุญาตให้ดูอย่างเดียว
เรอะ ?
- หากผู้กระทำมีเจตนาใด ๆ ผลของการกระทำจะเป็นไปตามเจตนานั้นเสมอ หรือเป็นตามเจตนานั้นเท่านั้น
- ผู้กระทำมีเจตนาให้คิดแง่ดี แต่การกระทำไม่ใช่ ทุกคนก็ต้องเข้าใจเจตนาตามเจตนานั้นเสมอ
4. อ้างความน่าเห็นใจ
เช่น ถามว่า ทำไมถึงก็อปนิยายคนอื่นไปแอบอ้าง ก็อ้างว่า ทำไปเพราะความจำเป็น ต้องส่งอาจารย์แต่ทำไม่ทัน
แต่จริงเหรอ ที่ถ้าทำอะไรที่เป็นความเดือดร้อนจำเป็นน่าเห็นใจแล้วจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ถ้าเช่นนั้น ไปปล้นร้านทองแล้วบอกว่าเอาไปซื้อนมให้ลูก จะไม่ติิดคุก?
หรือที่ว่าขายตัวไปเพราะความจำเป็น แล้วมีคนมาปล้นเงินที่ได้มา แล้วบอกว่าจำเป็น ก็สามารถยอมได้ ?
ช่วย ๆ กัน จำเป็นเหมือนกัน เออ เอาไปเหอะ เดี๋ยวไปหาลูกค้าใหม่ งี้เรอะ ?
กรณีนี้สรุปได้ว่า
- หากกระทำการใดมีเหตุผลน่าเห็นใจ การกระทำนั้นถูกต้อง
- กระทำข้างต้นมีเหตุผลน่าเห็นใจ การกระทำข้างต้นถูกต้อง
5. อ้างความเชื่อ
เช่น มีคนกล่าวว่าถ้าเก็บภาษีมาก ๆ มาเพิ่มบริการ การศึกษาหรือสุขภาพฟรีแก่ประชาชนคนรวยจะไม่หอบเงินหนีออกนอกประเทศ เพราะเชื่อว่าคนไทยรักชาติ
พอถามว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ก็ตอบว่าเพราะตนเชื่อแบบนั้น
หรือมีคนมาบอกว่าเพื่อนของคุณนิสัยไม่ดีนะ ชอบโกงเงินคนอื่น แต่คุณปฏิเสธว่าไม่จริงเพราะเพื่อนไม่ใช่คนแบบนั้น พอถามว่าทำไมก็บอก ว่าเพราะฉันเชื่อใจเพื่อน
หรือฉันปิดม็อบเพื่อประชาธิปไตย การทำเช่นนี้ของฉันจะทำให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย
ถามว่าทำไม ก็ตอบอีกว่าเพราะเราเชื่อเช่นนั้น
สรุปว่า
- หากฉันเชื่ออย่างไร มันจะเป็นอย่างนั้น
- ฉันเชื่อว่าเพื่อนไม่ทำ ดังนั้นเพื่อนจะไม่ทำ
นอกจากนี้แล้วยังสามารถมาแบบ "ความต้องการของตนเอง" อีกด้วย
เช่น พี่ต้องการให้น้องมารับการว้าก พี่ปรารถนาดีกับน้อง ดังนั้นการบังคับให้น้องมารับน้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
คนที่มีเหตุผลวิบัติแบบนี้จะเชื่อว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจ สามารถทำให้ได้สิ่งที่ต้องมาเสมอ
หรือเช่น มีคนบอกว่าไม่ควรให้มีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์
เพราะเขาว่าไม่ต้องการให้ใครมาตัดสินให้ว่าตนควรจะดูหรือไม่ควรดูอะไร
แต่ความต้องการของคนไม่ใช่สิ่งที่จะมาตัดสินว่าอะไรควรอะไรไม่ควรไดเหรอ
จริงๆแล้วมนุษยต้องพิจารณาสิ่งที่ตนต้องการนั้นเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่
การยกความต้องการของตนมาเป็นเหตุผลจึงไม่มีน้ำหนักอะไร
สรุปว่า
- หากฉันต้องการอะไร สิ่งนั้นถูกต้อง
- ฉันต้องการสิ่งนี้ การได้มาของฉันเป็นสิ่งถูกต้อง
6. อ้างการเ็ป็นพวก
เช่น มีการฟ้องร้องว่ามีรุ่นพี่ที่รับน้องรุนแรง ก็มีอ้างว่าพวกรุ่นพี่ที่รับน้องไม่มีทางทำแบบนั้น เพราะอยู่สถาบันเดียวกัน และในสถาบันไม่มีคนทำพฤติกรรมแบบนั้น
ฉันไม่เชื่อว่าการรับน้องมีความรุนแรง เพราะฉันทนได้ ดังนั้นคนร่วมสถาบันเดียวกับฉันต้องทนได้
หรือเช่นการก่อจราจลกลางเมืองนั้นถูกต้อง เพราะทำโดยคนจนเหมือนกัน ทำเพื่อคนไทยเหมือนกัน
แต่ถ้าโดนเบี้ยวค่าตัวห้าร้อยบาท แล้วบอกว่าไม่ต้องจ่ายก็ได้ คนจนเหมือนกัน
ก็คงไม่คิดว่ามันถูกต้องใช่
หรือ ฉันไม่ชอบสำนักพิมพ์นี้ เพื่อนฉันจึงไม่ใช่นักเขียนของสำนักพิมพ์นี้ เพราะเขาเป็นเพื่อนฉัน
กรณีนี้สรุปได้ว่า
- หากพวกเดียวกันทำหรือเชื่อสิ่งใด สิ่งนั้นถูกต้อง
- ดังนั้นพวกของฉันเชื่อและทำสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงถูกต้อง
ึ
7.โจมตีตัวบุคคล
เช่นการบอกว่า การรับน้องไม่ดีนั้นไม่จริง เพราะคนพูดไม่ได้ผ่านการรับน้อง
หรือ การใส่สายเดี่ยวนั้นไม่ดี ไม่จริง เพราะคนพูดไม่เคยใส่สายเดี่ยว
หรือ บอกว่าที่นายกบอกว่าทุกคนควรออกกำลังกายนั้นไม่จริง เพราะนายกไม่ได้ทำอย่างนั้น
จะเห็นว่าหากผู้พูดไม่ดีอย่างที่กล่าวหาจริงก็ไม่จำเป็นที่สิ่งที่เขาพูดจะผิดหรือไร้เหตุผลไปด้วย
หากต้องการทราบว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นผิดหรือไร้เหตุผลหรือไม่
เราก็ต้องพิจารณาที่ตัวเหตุผลเอง
กรณีนี้สรุปได้ว่า
- หากผู้พูดมีข้อเสีย สิ่งที่เขาทำหรือพูด นั้นไม่ถูกต้อง
- ผู้พูดมีข้อเสียคือไม่รับน้อง การบอกว่ารับน้องไม่ดีนั้น ไม่ถูกต้อง
ข้อความเหล่านี้สรุปสำนวนเรียบเรียงมาจากเอกสารประกอบการเรียนของ อ.ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา
อื่มจริง ๆ มีต่อนะครับเป็นตรรกะวิบัติอีกประเภทที่ไม่ใช่การอ้างเหตุผล แต่เป็นการใช้เหตุผล แบบผิด ๆ
ซึ่งจะนำมาเรียบเรียงเล่าต่อในเอนทรี่หน้าครับ
ทุกวันนี้คนเรานอกจากจะใช้ภาษาวิบัติแล้ว ยังมีความวิบัติด้านเหตุผลหรือตรรกะด้วย
ผมเองก็ยอมรับว่ามีความวิบัติด้านตรรกะเหมือนกัน
เช่น ผมเจอมา ได้ยินมา ว่าการรับน้องแย่ ๆ มันแย่จริง และยังคงมีอยุ่แก้ไขไม่ได้เพราะมันมีความแน่นเหนียวต่อจิตใจของรุ่นพี่ที่อยากรับน้อง
ดังนั้นผมเชื่อว่า การรับน้องแย่ ๆ มันแย่ มันต้องเป็นดังนั้น
กร๊าก
หรือ รุ่นน้องที่รับน้องแล้วบอกว่าแย่ การรับน้องมันก็แย่จริง เพราะรุ่นน้องผมบอก
กร๊ากกกกก
หรือ ผมเขียนเรื่องนี้เพราะเอามาจากเอกสาร ไม่ได้วิเคราะห์ศึกษาเอง ดังนั้นสิ่งที่ผมเขียนนั้นผิด
กร๊ากกกกกกกก
เค้าวิบัติแร้วอะนะตะเองว์ เจอกันเอนทรี่หน้านะคริ อิ๊อิ๊
ขออฃขอบคุณ : อ. ปยุต เงากระจ่าง ...ไม่ใช่ นั่นเค้าเขียนกาตูน อ. ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา รุ่งสุริยา เบียร์เชียร์ ไฮนิเก้น และลีโอ โออะไร อ๋อ โอทูเลิฟ ขีด บุ๊ค ดอทคอม http://www.o2love-book.com/bbs/viewthread.php?tid=3036&extra=
ปล. อย่าลืมนะ โดจินร็อคแมน + สนุกมาก



มัทยึดติดกับ"กลอนฉันทลักษณ์" ค่ะ
ซึ่งมัทไม่เข้าใจว่าคนเขียนกลอนเปล่าจะมา
ว่าคนเขียนฉันทลักษณ์ทำไม...ทางใครก็ทางมันสิ
เฮ่อ..ขอเรียกว่า "กวีวิบัติ" บ้างได้ไหมคะ
หะหะ อ่ะ เอาไปกลิ้ง
#1 By มัทนา อธิวาสนะ on 2009-07-06 20:01