คนเราทุกวันนี้อัดความเชื่อความศรัทธา คุณค่า แม้กระทั่งความศักดิ์สิทธิ์
ใส่ลงไปในวัตถุต่าง ๆ มากจนเกินไป
ไล่ตั้งแต่ รูปปั้น รูปเขียน รูปวาดของบุคคล
พยายามสร้างค่านิยมทางความเชื่อ ว่าสิ่งนั้นน่าเคารพ สิ่งนี้น่านับถือ
โอเคครับ ในบริบทอาจจะควรเคารพให้เกียรติในฐานะสิ่งของ
หรือบุคคลที่มีคุณค่า ทำคุณประโยชน์
 
แต่บูชาทำไม
 
บูชาจนใครแตะต้องไม่ได้ พูดถึงไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์วิจัยไม่ได้
เอาแขวนไว้บนหิ้ง เอามาเล่นไม่ได้
 
คือบางอย่างก็ไม่ควร
 
 
แต่แม้กระทั่งภาษา
 
ก็มีดัดจริตชนที่ออกมาร้องแรกแหกกระเฌอว่าภาษาห้ามเอามาเล่น
ห้ามเอามาดัดแปลง จะเป็นการทำลายภาษาของชาติ
เป็นการไม่ให้เกียรติผู้ประดิษฐ์อักษร
 
ทั้งที่ตัวมันเองบางทียังพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ เลย
 
หรือบางคนกลัวคำพูดไม่น่าเชื่อถือ
กระทั่งเกิดประโยคฮิตอ้างอิงว่า
"พ่อขุนรามท่านมาเห็นคงช้ำใจ T^T"
 
 
งามไส้ ...!!!
 
นี่มึงเป็นเจน ยานแม่เหรอ ถึงสื่อจิตกับองค์พ่อขุนได้
ไปคิดแทนพระองค์ท่านทำไม รู้ได้ยังไงว่าท่านทรงคิดอะไรยังไง
 
เนี่ยคนเรามันชอบหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง มาตรฐานตัวเองเป็นยังไงก็พยายามคิดบนพื้นฐานความเอาแต่ใจของตัวเอง แล้วคอยจับแพะชนแกะโยงเรื่องให้สนับสนุนความคิดฝ่ายเดียวของตัวเอง
 
คือภาษามันไม่ใช่ของที่เราต้องกราบไหว้บูชา
แต่มันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร
สามารถพลิกแพลง ดัดแปลง บิดคำได้ ถ้ายังสามารถใช้สื่อสารได้
มันจึงเกิดคำแสลงใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้กันในหลาย ๆ ชาติ
 
และเป็นความสนุกของภาษาไทย
ที่ลูกเล่นเราเยอะเหลือเกิน
เรามีวรรณยุกต์ถึงสี่รูป และอักษรผันได้มากสุดถึงห้าเสียง
 
มันเป็นความมหัศจรรย์และได้เปรียบถ้าเราจะสร้างสรรค์ภาษาใหม่จากภาษาเดิม
 
เรามีรูปอักษรมากถึง 45 ตัว ถ้านับ ฤ ด้วย และมีการเล่นพ้องรูปพ้องเสียง
สามารถใช้ น ณ แทนกันแล้วออกเสียงเหมือนเดิม หรือในตัวสะกดก็ใช้ ณ ญ ล แทนได้เช่นกัน
เสียง ส ก็มีทั้งรูป ส ษ ศ
 
นี่คือความหลากรูปหลากหลายของภาษา
เป็นข้อได้เปรียบที่เอื้อต่อความสร้างสรรค์
 
แต่คนบางกลุ่มกลับมองว่าภาษาต้องเป๊ะ ต้องถูกถ้วนกระบวนความ ห้ามแปลงห้ามดัด ห้ามเอามาเล่น
งั้นถามหน่อยว่าทำไมราชบัณฑิตยสถานเวลาตราคำขึ้นมาสักคำ กำหนดให้อ่านแบบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าประชาชนนิยมอ่านอีกแบบ ก็อลุ่มอล่วยให้อ่านในแบบนิยมได้
 
เช่นคำว่า สัปดาห์ ผมเชื่อฝังในว่าอ่านว่าสับ-ดา เพราะแม่สอนว่าใครอ่านสัปปะดา เป็นคนสัปดน
 
แต่ทั่วไปก็ยังเห็นอ่านว่าสับปะดา แถมรายการเกมเศรษฐีของไตรภพยังบอกว่าอ่านได้สองแบบ ทั้งสับดา และสับ-ปะ-ดา
 
เห็นมะ ระดับราชบัณฑิตนะเว้ย หัวกะทิด้านภาษา ศึกษาจนหัวหงอกดอกเลาหมดแล้ว
ท่านยังอะลุ่มอล่วยเลย
 
ผมว่าภาษาพวกนี้มันเล่นได้ ต่อให้จะบอกว่าวิบัติแอ๊บแบ๊วห่าเหวอะไรก็ตาม
แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ของมัน ผมว่ามันถูกกาลเทศะแล้วครับ
คนที่เข้าไปด่านั่นแหละ เสือก
ไปด่าเค้าในที่ของเค้านะอิห่า ถ้ามึงไม่กดไลค์เข้าไป จะรับรสได้มั้ยว่ามึงชอบไม่ชอบ
 
ผมเข้าไปอ่านเพจสมาคมนิยมสก๊อยครับ
 
เพราะเห็นว่าแปลกดีที่แอดมินเพจแปลงคำได้เท่ขนาดนี้
เอาซะอ่านยากเลย คนอาจจะมองว่ามั่วนะครับ ทำภาษาเพี้ยน
ก็เข้าไปด่าสาดเสียเทเสียโชว์โง่กันไป
 
แต่ผมกลับมองว่าภาษาสก๊อยเป็นเรื่องน่าสนุก ที่มีหลักการมาก ๆ
 
ดังนั้นวันนี้ผมจะเผยแพร่เคล็ดการอ่าน
สำหรับท่านที่มองว่าไร้สาระ
เอนทรี่นี้คงไม่เหมาะกับท่าน อ่านถึงตรงนี้ก็ลากันแค่นี้ครับ
 
แต่สำหรับท่านที่มองว่ามันน่าสนใจ อาจนำไปใช้สื่อสารเ็ป็นโค้ดลับหรือกวนตีนเพื่อนได้
เชิญติดตามครับ
 
 
 
 
---------------------------------
หลักการของภาษาสก๊อย
 
หลักของภาษาสก๊อยคือการหลอกตาและใช้พยัญชนะแทน โดยมีการแหกกฏภาษาบางข้อ
หาเหตุผลด้วยตัวเองจากรูปของพยัญชนะที่มีรูปลักษณ์ใกล้กัน นำมาใช้แทนกันอย่างหน้ามึน ๆ
เช่น อาจจะเป็นการใช้ ฏ แถน ก ฮ. แทน อ. และใช้ฒ . แทน ม. เพราะรูปร่างใกล้กัน...สัด เอาไรคิดวะ
 
ซึ่งถ้าจะมองตามหลัก แม่งโคตรผิด
 แต่นี้ เค้าทำได้ มึงจะทำไมคร๊
 
และหลักการอ่านภาษาสก๊อยคือ
 
 
1. ภาษาสก๊อยการันต์เกล