END

หลังจากค้างคาร้างลาไปนานก็เคลื่อนกบาลออกมาจากหลืบ

จากนี้หนังสือขยับเป็นรายเดือน ใครรอไม่ไหวก็มาตามอ่านสปอยล์ได้ในนี้เลยก็แล้วกัน

เอ้ามาว่ากันต่อ ตอนที่แล้วเราได้พูดถึงการประชุมที่คฤหาสถ์ปราชญ์ในจูโนไปแล้ว


บทที่สาม กุญแจลี้ภัย

คราวนี้ก็มาถึงบทที่สามที่ฉากนั้นเริ่มที่ท่าเรืออัลเบอร์ต้า การบรรยายนั้นพูดถึงสิ่งที่อัลเบอร์ต้าเคยเป็น และยังเป็น หากดีฟังเทียร์ไม่เรืองอำนาจ ซึ่งอัลเบอร์ต้านั้นเป็นเมืองท่าที่อยู่ติดกับทะเล จึงมีการขนส่งสินค้าเข้าออกอยู่ประจำ และเมืองย่อมมีผู้นำ และคงไม่พ้นตระกูลพ่อค้าที่มีอายุราชการนานหลายศตวรรษ ที่เรียกหาว่าตระกูลบัสเตอร์

ตระกูลบัสเตอร์แบ่งออกเป็นสองสาย การแบ่งสายนี้เริ่มขึ้นในสมัยของสงครามโลหิตที่วีรบุรุษบัลลาร์ดและวีรบุรุษบีแกนได้มีหนทางที่ต่างกันโดยบีแกนยังคงสืบสายงานตามบรรพบุรุษที่เป็นพ่อค้าและช่างตีดาบ ในขณะที่บัลลาร์ดนั้นเลือกวิถีแห่งอัศวิน แต่การแบ่งสายหาทำให้เกิดข้อพิพาทย์แตกแยกในตระกูลไม่ ด้วยทั้งคู่นั้นเป็นยิ่งกว่าญาติ แต่เป็นสหายสนิทร่วมตายความผูกพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่อาจนับว่าปกติธรรมดา

และส่วนนี้ก็ยังเสริมความเข้มแข็งของตระกูลให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก คือมีผู้ผลิต และมีผู้ใช้

มีคนตีดาบ และมีนักดาบ ดังนั้นตระกูลบัสเตอร์จึงยืนหยัดข้ามสมัยด้วยความสำคัญในสังคม และยุคนี้ตกมาในสมัยของผู้เฒ่าบัสเตอร์นามว่าบาร์ลุก หากท่านไหนเคยเห็นผังตระกูลบัสเตอร์แล้ว จะทราบว่า บุตรของบิชามอนเจ้าตระกูลนั้น มีสามคน คือ บิลเลี่ยน บิ๊กเกอร์ และบิโนคุระ

บีแกนนั้นมาสายของบิ๊กเกอร์ ในขณะที่บัลลาร์ดมาทางสายของบิโนคุระ

มาว่าในส่วนของบาร์ลุกซ์ ถ้าดูสายเวลาแล้ว ยุคนี้เป็นยุคของหลานเบอร์ลิน ดังนั้น บาร์ลุกก็น่าจะเป็นคนรุ่นลูกของบีแกน และอายุน่าจะพอๆกับพ่อของอีเด็น เออร์ซ่าเจ้านครกิฟเฟน

ซึ่งทั้งคู่ก็เป็นสหายต่างวัยกันสืบเนื่องจากความสัมพันธ์ในตระกูลอยู่แล้ว

แต่คำพูดของขุนพลมังกรที่พาดพิงถึงบีแกนนั้น แสดงให้เห็นว่าบาลุกซ์เป็นระดับ "ลูกหลาน" ของบีแกน ไม่ได้บอกว่าเป็นลูกชาย และบาลุกซ์เอง เป็นช่างตีดาบ น่าจะไม่ใช่สายของบัลลาร์ด ดังนั้นนั้น บาร์ลุกน่าจะเป็นลูกของน้องชาย โดยมีบีแกนเป็นลุง คือเป็นลูกของโบน หรือบีพนั่นเอง เพราะได้มีส่วนพาดพิงถึงบีแกน สายที่น่าจะใกล้ชิดบีแกนมากกว่าคนอื่น ก็คงเป็นน้องชายทั้งคู่

แต่บีแกนไม่ใช่เจ้าตระกูล ทำไมถึงอ้างชื่อบีแกน

เคยมีคนถามคำถามนี้

ก็ขอตอบตรงนี้เลยว่า บีแกนถึงไม่ใช่เจ้าตระกูล และเวลาผ่านไม่นานเกินสามชั่วคน แต่ชื่อเสียงของบีแกนนั้นมีผลต่อจิตใจของคนในตระกูล ดังนั้น ไวเลสผู้ฉลาดในการพูดจึงใช้จุดนี้ในการโจมตีด้วยคำพูด

เสร็จจากเรื่องของบาลุกซ์ไปแล้ว ก็มาพูดที่ตัวเด่นอีกตัว คือ ไวเลส

ไวเลสมีการบรรยายลักษณะว่าเป็นมนุษย์มังกรที่มีสี่ปีก มีอาวุธเป็นดาบที่คมดาบซิกแซกเหมือนสายฟ้า

ขุนพลตัวนี้เป็นตัวแรกในแปดตัวที่ออกมาอวดโฉม เป็นแม่ทัพอากาศ ควบคุมกองทัพมังกรของดีฟังเทียร์ มีชื่อเสียงด้านความเจ้าเล่ห์และฝีปากที่เราะร้าย มักทำงานการทูตและเจรจา แต่ส่วนใหญ่การเจรจานั้นจะใช้การข่มขู่และบังคับด้วยคำพูด หากไม่สำเร็จก็ใช้กำลังเข้าหัก ซึ่งอัลเบอร์ต้าก็แสดงให้เห็นถึงพิษสงของกองทัพมังกร ซึ่งเป็นทัพที่แกร่งที่สุดในห้าเหล่าทัพ

แวบแรกที่นึกถึงไวเลสคือเรื่องของความเจ้าเล่มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะ ก่อนหน้าไวเลสผมคิดขุนพลหมีที่มีดีด้านกำลังซึ่งมีลักษณะใหญ่โตจึงคิดว่าน่าจะมีขุนพลที่ปราดเปรียวและเจ้าเล่ห์ไว้ข่มดวงกัน ซึ่งก็เป็นต้นแบบของไวเลส

นอกจากนี้ยังมีแรงบันดาลใจมาจากตัวละครอื่นๆอีก เช่นขุนพลกีต้าจากเรื่องฮาเมรุน ซูเนโอะจากโดเรม่อน คุริริน(ช่วงแรก) จากดราก้อนบอล เป็นต้น

ความสามารถพิเศษของไวเลสนั้น สามารถควบคุมลมฟ้าอากาศได้ตามคุณสมบัติของมังกร ซึ่งความสามารถนี้เจ้าตัวก็ยังไม่สามารถหยั่งระดับได้ แต่ถ้าไล่เสตัส คงมีค่าAGIกับINTเยอะแน่ๆ


เผาเมือง

ทำไมไวเลสเผาเมือง

อันนี้ต้องกลับไปดูก่อนว่า ไวเลสถ่อมาอัลเบอร์ต้าทำไม</